การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาดำเนินให้เกิดผล  และเพื่อให้ข้าราชการเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนทั่วไป  อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล ซึ่งบริหารบนพื้นฐานของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ซึ่งใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

 

 ประเด็นของการเรียนรู้ ประกอบด้วย

1. การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แนวพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และพระบรมราโชวาทที่เกี่ยวข้อง
2. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10
3. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการน้อมนำมาใช้ในภาคส่วนต่างๆ
4. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับข้าราชการ
5. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับระบบข้าราชการ

1.  หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

“…ในการพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือ ความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อน  ด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวัง    แต่ถูกต้องตามหลักวิชา  เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอสมควรแล้ว  จึงค่อยสร้างเสริมความเจริญขั้นที่สูงขึ้นตามลำดับต่อไป
…การถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญ ให้ค่อยเป็นไปตามลำดับด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลวและเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์…”

( พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 )

จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงสอนให้เราอยู่อย่างพอกินพอใช้ ให้ประหยัด รอบคอบ  และระมัดระวัง  เมื่อมีพื้นฐานที่มั่นคงแล้วก็ค่อยพัฒนาต่อไปตามลำดับขั้น

นอกจากนี้พระบรมราโชวาทขององค์นี้ ก็ยังมีพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสอีกหลายองค์  ที่เกี่ยวข้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้พระราชทานไว้  อันเป็นแนวทางที่สำคัญยิ่ง อันจะยังผลให้ประเทศของเรารอดพ้นจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นทั่วโลก

“…ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน  มีความสงบและทำงานตั้งอธิษฐาน  ตั้งปณิธานในทางนี้  ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด  แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน  มีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้  เราจะยอดยิ่งยวดได้…
ฉะนั้นถ้าทุกท่านซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีความคิดและมีอิทธิพล  มีพลัง ที่จะทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีความคิดเหมือนกัน ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร  ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวร  ที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล…”

พระราชดำรัสองค์นี้ได้พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่  23  ธันวาคม  พ.ศ. 2542 ซึ่งพระองค์ได้ทรงเน้นย้ำอีกว่าให้พวกเราพออยู่พอกิน

จริงๆ แล้วยังมีพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสอีกหลายองค์ ที่ล้วนมีค่ายิ่งที่พวกเราควรจะได้ยึดและปฏิบัติตาม  ผมเชื่อว่าเมื่อพวกเราได้เรียนรู้ จะสามารถน้อมนำสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานมาเป็นแนวทางในการทำงานและดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี

ความหมายของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทุกวันนี้  ทุกคนต่างก็พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง แต่ท่านทราบหรือไม่ ว่าจริงๆแล้ว หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น คืออะไร มีหลักการอย่างไรบ้าง และใครสามารถนำหลักปรัชญานี้ไปใช้ได้บ้าง หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้  อย่างที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่เบื้องต้นว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชี้แนะแก่พสกนิกรชาวไทย เมื่อประมาณ 33 ปีมาแล้ว  แล้วก็ทรงชี้แนะพวกเราอีกหลายๆครั้งด้วยกัน  ดังปรากฏในพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทในโอกาสต่างๆ  และเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ ก็ยิ่งเป็นการ พิสูจน์และเน้นย้ำว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น สามารถน้อมนำมาประยุกต์ใช้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศเราได้เป็นอย่างดี

เมื่อคราววิกฤตเศรษฐกิจนั้น เศรษฐกิจแบบค้าขายเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถทำให้เราสามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งหมด ต้องพึ่งพาคนอื่นหรือประเทศอื่นๆ อย่างเช่น ขับรถเราก็ต้องพึ่งพาน้ำมัน  แต่น้ำมันเราต้องนำเข้าจากตะวันออก เป็นต้น เวลาที่น้ำมันแพง พวกเราก็เดือดร้อนกันไปทั่ว  ไม่ใช่แต่คนที่ต้องขับรถใช้น้ำมันอย่างเดียว เพราะว่าน้ำมันแพง ข้าวของเครื่องใช้บางอย่างก็แพงขึ้นด้วย

ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร  เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและการบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์  ความพอเพียง  หมายถึง  ความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร  ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้  ความรอบคอบ  และความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ   มาใช้ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน  และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ  โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ  นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับ  ให้มีสำนึกในคุณธรรม  ความซื่อสัตย์สุจริต  และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม  ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน  ความเพียร  มีสติปัญญาและความรอบคอบเพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  และกว้างขวาง  ทั้งด้านวัตถุ  สังคม  สิ่งแวดล้อม  และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

จะเห็นได้ว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา   ดังนั้นทุกๆ คนก็สามารถนำไปใช้กับตนเอง  ครอบครัว  สังคม  จนถึงระดับประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็น ทหาร  พลเรือน  ประชาชน  คนรวย คนจน สามารถเอามาประยุกต์ใช้กันได้หมด

แนวคิดของหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ การตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง  ไม่ประมาท  โดยที่จะต้องคำนึงถึงความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว  ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ  และคุณธรรม  ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง  ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันเป็นหลักที่ปฏิบัติได้

ขอเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่พระราชทานในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา  เมื่อวันที่  4  ธันวาคม  พ.ศ. 2541  มาให้ท่านได้เรียนรู้กันอีกครั้งหนึ่ง

“…คำว่าพอเพียงมีความหมายกว้างออกไปอีก  ไม่ได้หมายถึง  การมีพอสำหรับใช้เท่านั้น  แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน… พอมี พอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง…”

“ …ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่  ไม่ฟุ่มเฟือย  ไม่หรูหรา ก็ได้  แต่ว่าพอ  แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย  แต่ถ้าทำให้มีความสุข  ถ้าทำได้ก็สมควรจะทำ  สมควรที่จะปฏิบัติ … ”

“…Self-sufficiency (พึ่งตนเอง) นั้นหมายความว่า ผลิตอะไร  มีพอที่จะใช้  ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น  อยู่ได้ด้วยตนเอง…”

“…แต่พอเพียงนี้  มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก  คือคำว่า พอก็พอเพียง  เพียงนี้ก็พอ ดังนั้นเอง  คนเราถ้าพอใจในความต้องการ  ก็มีความโลภน้อย  เมื่อมีความโลภน้อย  ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด – อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ – มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง  หมายความว่า พอประมาณ  ไม่สุดโต่ง  ไม่โลภอย่างมาก  คนเราก็จะอยู่อย่างเป็นสุข…”

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา  4  ธันวาคม  พ.ศ. 2541)

ต่อไปขอให้ทุกท่านได้เรียนรู้จากการให้สัมภาษณ์ของ ดร. สุเมธ  ตันติเวชกุล  เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  เกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ท่านได้อธิบายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไว้สรุปได้ว่า ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วยความพอประมาณ  ซึ่งหมายถึง  ความพอดี  ไม่น้อยและไม่มากเกินไปจนต้องเบียดเบียนตนเองและคนอื่น  ความมีเหตุผล  หมายถึง  การตัดสินใจในระดับของความพอเพียงนั้น  จะต้องเป็นไปอย่างความมีเหตุผล  โดยต้องพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว  หมายถึง  การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
โดยจะต้องมีเงื่อนไข 2 ประการ คือ เงื่อนไขความรู้ ซึ่งประกอบไปด้วย  ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ อย่างรอบด้าน  ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณา  เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ  เงื่อนไขคุณธรรม  ประกอบไปด้วยความตระหนักในคุณธรรม  มีความซื่อสัตย์สุจริต  มีความอดทน  มีความเพียร  ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต  ไม่โลภ  ไม่ตระหนี่  ช่วยเหลือแบ่งปันผู้อื่น  ทั้งหมดนี้  จะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน  พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้าน  ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ  สังคม  สิ่งแวดล้อม  ความรู้และเทคโนโลยี